Amir al-Mu’minin al Urasia (Mir ul Urah Urasiya/Emir Eurasia) Religious Prince of Eurasians คำเทศนาของท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย (ท่านพี่โอ๊ค ยูเรเซีย) และสัจธรรมที่ลึกลับ

ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย เจ้าของฉายา “เจ้าชายผู้ศรัทธาแห่งยูเรเซีย” (Amir al-Mumineen al Urasia; Eurasian Prince/Commander of the Faithful) ได้ทำการเทศนาไว้อย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับคำว่า “นักบวชอิสลาม” มีเนื้อหาสาระ ที่คนทั่วไปอาจจะเข้าใจยาก วาทกรรมที่มีใจความว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “การบวช” ในศาสนาอิสลาม อาทิ นักบวชอิสลามซูฟี (Sufi) ซูฟีคือผู้ที่มุ่งเน้นการแสวงหาความบริสุทธิ์ของจิตใจและการเข้าถึงพระเจ้าอย่างลึกซึ้งผ่านการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ (Mysticism) โดยไม่ได้เป็นนิกาย แต่เป็นกระแสหนึ่งในอิสลามที่เน้นการชำระตนเองให้บริสุทธิ์ (Safa) การใช้ชีวิตเรียบง่าย (เหมือนใส่เสื้อขนสัตว์ – Suf) และการเข้าถึงความจริงแท้ของพระเจ้า (Al-Haqq) มีหลายแนวทาง (Tariqa) ในการปฏิบัติ เช่น การใคร่ครวญลึกซึ้ง การควบคุมลมหายใจ และการละทิ้งกิเลส. ลักษณะสำคัญ ได้แก่ การมุ่งเน้นภายใน: เน้นการพัฒนาจิตวิญญาณและการเข้าถึงพระเจ้ามากกว่าพิธีกรรมภายนอก. ความสันโดษและเรียบง่าย: มักใช้ชีวิตสมถะ ละทิ้งความฟุ่มเฟือย. การฝึกฝนจิตใจ: มีการฝึกฝนเพื่อควบคุมอารมณ์และจิตใจ. ความรักต่อพระเจ้า: ความรักและความภักดีต่อพระเจ้าเป็นหัวใจสำคัญ. มีหลากหลายแนวทาง: มีสำนักหรือแนวปฏิบัติ (Tariqa) แตกต่างกันไป แต่เป้าหมายเดียวกันคือการเข้าใกล้พระเจ้า. ที่มาของคำว่า ‘ซูฟี’ มาจากคำว่า “ซูฟ” (Suf) หมายถึง ขนแกะ (เสื้อคลุมที่ซูฟีดั้งเดิมสวมใส่) และก็มีทฤษฎีที่มาจากคำว่า “ซาฟา” (Safa) หมายถึง ความบริสุทธิ์ และอีกทฤษฎีคือมาจากคำว่า “อะห์ลุส ซัฟฟาห์” (Ahl-us Saffah) คือกลุ่มผู้ที่ใช้ชีวิตสันโดษที่มัสยิดของท่านศาสดามูฮัมหมัด ส่วนท่านพี่โอ๊คมีความเป็นนักบวชในตัวเองอยู่มากและได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามทีหลังตอนออกบวชเดือนรอมฎอน เลยเป็นที่มาให้ท่านพี่โอ๊คถูกเรียกว่านักบวชอิสลาม ชื่อจริงก็กลายเป็นท่านอิสลามมีร์ซา [ซัยยิด] ยูเรเชีย ในขณะที่หลายคนก็งุนงงงันกันถึงขนาดต้องการให้มีการตราคำฟัตวามา ณ ที่นี้ อนึ่ง ต้นตอข้อสงสัยที่ว่า หากจะเรียก ปราชญ์ผู้นำทางศาสนาอิสลาม หรือ “ปรมาจารย์ทางจิตวิญญาณอิสลาม” เป็น “นักบวชอิสลาม” เป็นการเรียกที่ผิดหรือไม่? ตอบสั้นๆคือไม่ผิดถ้ามองในแง่มุมสากลโลกอย่างลึกซึ้ง อันดับแรกต้องอธิบายคำจำกัดความของคำว่า “นักบวช” ให้ถูกเสียก่อน

ในปรัชญาซูฟีย์/การบวชอิสลามลึกลับรวมไปถึงการเข้าฌานขั้นสูง (al-Tasawuf, Sufism/Islamic Mysticism) บทบาทของ “นักบวช” โดยทั่วไปจะปฏิบัติโดยท่านปรมาจารย์ศาสนาในหนทางจิตวิญญาณ มีสมญานามฉายา เชค หรือ มุรชิด และ ซัยยิด ซึ่งแตกต่างจากนักบวชที่ได้รับการบวชในศาสนาอื่นๆ บุคคลเหล่าอุลามาอฺคือท่านเจ้าครูผู้ชี้นำเฉพาะทางที่นำพาศิษย์ไปสู่เส้นทางแห่งการชำระล้างจิตวิญญาณและความใกล้ชิดกับพระเจ้า พระเจ้าอาจบอกใบ้ถึงคำสำคัญให้ซูฟีผู้ชี้นำทางจิตวิญญาณสากลโลกได้รับรู้ ให้มีปัจจัยศัพทมูลวิทยา ยกตัวอย่างเช่นท่านเจ้าอาจารย์หรือที่เรียกกันว่าปรมาจารย์แห่งศาสนา ถ้าสะกดด้วยพยัญชนะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นมาตรฐานภาษาระดับโลกรุ่นใหม่เข้ากับภาษาเปอร์เซียเก่าคร่ำครึช่วงริเริ่มซูฟีเรียกกันว่า “khwaja” (ไม่มีคำอ่านสำเนียงภาษาไทย) ควาจา–ท่านปรมาจารย์อิสลามทำหน้าที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่ท่านปรมาจารย์จะถูกเรียกว่า เชค-มุรชิด (ซัยยิด ในกรณีที่สืบเชื้อสายท่านศาสดามูฮัมมัดโดยตรง) คอยให้คำแนะนำและแนวทางอาณาจักรจิตวิญญาณแก่ศิษย์ที่เป็นมุรีด เชื้อสายทางจิตวิญญาณท่านเจ้าอาจารย์ซูฟีเป็นส่วนหนึ่งของซิลซิลา ซึ่งเปรียบดั่งห่วงโซ่แห่งการถ่ายทอดทางจิตวิญญาณที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากท่านปรมาจารย์คนต่อๆขึ้นไปจนถึงท่านศาสดามูฮัมหมัด สายโซ่นี้เป็นพื้นฐานของอำนาจและความชอบธรรมเชื่อมโยงศาสนาที่แท้จริงก็คืออัลอิสลาม ตัวกลางและแบบอย่างของเชคมุสลิมซูฟีทำหน้าที่เป็นผู้กำกับนำตัวอย่างเพื่อดึงศิษย์ให้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นผ่านการทำสมาธิและการเดินทางบนบรรทัดฐานจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตาม นักบวชอิสลามคือปรมาจารย์แห่งศาสนาที่แท้จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวกลางเพื่อกราบไหว้บูชาเจว็ดเหมือนนักบวชทั่วไปในศาสนาอื่น เพราะนักบวชอิสลามสักการบูชาพระเจ้าเท่านั้น อิสลามไม่มีพระ มีแต่พระเจ้า (พระเจ้าพระองค์เดียว)

อิสลามมีนักบวชอิสลาม หัวหน้าคณะผู้นำทางจิตวิญญาณนิกายซุนนีซูฟีดั้งเดิมบางท่านมีนามว่า “มีร์ซา” ที่แปลว่าเจ้าชายในภาษาเปอร์เซีย/ฟาร์ซี (กรณีแบบท่านอิสลามมีร์ซาที่มีเชื้อสายเจ้าเมืองจักรวรรดิหรือเจ้าจักรพรรดิจริงๆที่ไม่ใช่แค่จักรพรรดิ) และมี “อัลตารีกอ” (al-Tariqa) หรือตอรีกัตนั่นเอง องค์กรซูฟี หรือภราดรภาพอัลตะเซาวุฟ ชมรมขององค์กรทางศาสนาที่แท้จริงก็มีกลุ่มที่บรรดาปรมาจารย์และศิษย์มารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ มีผู้สนับสนุนกฎหมายอิสลาม แบบเชคซูฟีย์ชัยคฺที่แท้จริงต้องมีความรู้ลึกซึ้งในอัลกุรอานและหะดีษ และปฏิบัติตามชารีอะฮ์ (กฎหมายอิสลาม) อย่างเคร่งครัด การปฏิบัติของชีคซูฟีถือเป็นการเสริมสร้างศรัทธาอิสลามให้เข้มแข็งขึ้น และไม่สามารถให้ความเชื่อบิดเบือนมาแทนที่รากฐานของศรัทธาได้ แตกต่างจากนักวิชาการศาสนาอื่นๆเพราะอัลอิสลามคือศาสนาที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด แม้ว่าบุคคลบางท่าน เช่น มุลลอฮ์และอุลามะฮ์ จะสามารถทำหน้าที่เป็นครูสอนชุมชนและผู้นำการละหมาดในศาสนาอิสลาม แต่บทบาทของเชคมุรชีดจะมุ่งเน้นไปที่เส้นทางลึกลับภายใน หรือตะเซาวุฟ คำบัญญัติอาเทศที่สำคัญ เชค-มุรชิด และซัยยิด เป็นสามคำเรียกขานอันเป็นเกียรติสำหรับท่านปรมาจารย์เจ้าอาจารย์ทางจิตวิญญาณของซูฟียฺ เชคในบางบริบทก็มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ผู้อาวุโส” ส่วนมุรชีดคืออีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกผู้นำทางจิตวิญญาณในซูฟียฺ ตอรีกัตคือคณะของท่านปรมาจารย์และลำดับทางศาสนาอิสลามที่มีอาเทศต่างๆซึ่งเป็นตัวแทนของสำนักฌานครุ่นคิดตริตรอง ตรัสรู้ญาณแห่งความรู้ขั้นสูงพร้อมการปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่ได้รับพรจากพระเจ้า แท้จริงแล้วนักบวชอิสลามก็เป็นนักเข้าฌานโดยเฉพาะการบรรลุสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าความรู้รอบตัวสามัญชน มุรีดเป็นศิษย์หรือผู้ติดตามที่อุทิศตนเพื่อศาสนา ผ่านการชี้นำของเชคมุรชิดหรือไซยิด ส่วนซิลซิลาแปลว่าลำดับวงศ์ตระกูล-กำพืดทางจิตวิญญาณหรือสายโซ่แห่งการถ่ายทอดที่เชื่อมต่อกับท่านปรมาจารย์ซุนนีซูฟีสืบกลับไปยังท่านศาสดามุฮัมมัด อนึ่งอีกนัยก็เกี่ยวข้องวิทยาศาสตร์กรรมพันธุ์ พันธุศาสตร์ย่อมมีความสำคัญในการสืบเชื้อสายทั้งแง่มุมชีวกายภาพและจิตวิญญาณ ส่วนอีกคำหนึ่งที่คนส่วนมากไม่รู้จัก “เดอร์วิช” นักปราชญ์ผู้ฝึกฝนวินัยพิเศษ ซึ่งอาจรวมถึงการปฏิบัติธรรมขั้นสูงแบบนักพรตผู้ถือศีลครบถ้วนโดยสามารถตัดกิเลสตัณหาราคะให้หมดไปอย่างสิ้นซาก มุริดที่เพิ่งเริ่มหัดบวชอิสลามในบางครั้งก็อาจโดนเชคมุรชิดลองทดสอบความอดทนและหยั่งเชิงเทคนิค เชค มุรชิด และซัยยิดบางท่านก็เป็นนักบุญผู้วิเศษของพระเจ้าที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้แสดงความมหัศจรรย์เชิงประจักษ์ให้เห็น เช่นกรณีท่านซัยยิดพี่โอ๊ค ในตัวท่านปรมาจารย์อิสลามมีร์ซามีฐานะเอาว์ลิยาอฺ (awliya’) คือนักบุญอิสลาม

การใคร่ครวญไตร่ตรองฐานของปรัชญาอิสลามซูฟีย์ นักบวชอิสลามคือผู้นำทางจิตวิญญาณในหมู่คณะซูฟี (ตอรีกัต) เจาะจงเฉพาะทาง ซึ่งนำทางศิษย์ไปบนเส้นทางแห่งจิตวิญญาณสู่พระเจ้า โดยมุ่งเน้นไปที่การชำระล้างมลทินจิตใต้สำนึกมิติภายใน ควบคู่ขนานกับการบรรลุฌานกับญาณที่ได้มาซึ่งประสบการณ์ทางจิตวิญญาณโดยตรงของเจ้าตัวอย่างถ่องแท้ อาทิ สารคดี “Prince of Eurasia: Monotheism and Devils” (เจ้าชายแห่งยูเรเซีย: หนทางสู่พระเจ้า) มีท่านพี่โอ๊คยูเรเซียเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เรื่องราวที่ท่านไซยิดพี่โอ๊คบรรลุการบวชอิสลามแล้วสู้กับมาร ปราบพวกร่างทรงวิญญาณภูตผีปีศาจ แล้วท่านพี่โอ๊คก็เทศน์สอนจากตำราให้ฟังถึงสัจธรรมในโลก นักบวชอิสลามแบบท่านพี่โอ๊คซัยยิดอิสลามมีร์ซาไม่ใช่แค่อิมามนำละหมาดเท่านั้น เนื่องจากท่านซัยยิดนักบวชอิสลามมุ่งเน้นการตีความกฎหมายทางศาสนาเป็นหลักด้วยบทบาทของนักบวชซูฟีเกี่ยวข้องกับการเทศนาถ่ายทอดความรู้และคำชี้แนะหนทางจิตวิญญาณ ซึ่งถือเป็นมิติส่วนบุคคลภายในอันลึกลับสู่ภายนอกของศาสนาอิสลาม ถึงกระนั้นก็ดี ท่านอาจารย์ซัยยิดอิสลามมีร์ซาปรมาจารย์ศาสนา ยังคงยืนกรานยืนยันคำฟัตวาว่า ซูฟียฺไม่ใช่ลัทธิ ทั้งนี้ก็เพราะแก่นแท้อิสลามมีเพียงเสาหลักแห่ง “อากีดะห์” หรือความเชื่อแขนงเดียวที่เที่ยงตรงนั่นก็คือ “อัลอิสลาม” ที่มีซุนนะห์เป็นแบบอย่างคือการตามรอยท่านศาสดามูฮัมมัดผู้เป็นศาสดาที่แท้จริงท่านสุดท้ายตลอดกาล บทบาทและลักษณะสำคัญผู้นำทางจิตวิญญาณ วิสัยทัศน์นักบวชซูฟีคือการชี้นำผู้คนทุกคนรวมทั้งศิษย์ ในการเดินทางทางจิตวิญญาณ ซึ่งเรียกว่า ตอรีกา มีปรมาจารย์ช่วยถ่ายทอดความรู้ทางจิตวิญญาณและการปฏิบัติของคณะ ช่วยให้ศิษย์ชำระจิตวิญญาณและใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น การศึกษาธรรมะมีหัวหน้าที่เรียกว่า “เจ้าชายแห่งศาสนา” หรือ “Mir ul Urah” ในสมาคมนักบวชเป็นผู้ชี้แนะแนวทางนำอุดมการณ์และทฤษฎีภราดรภาพซูฟีเฉพาะของตน ซึ่งเป็นคณะของศาสนาอิสลามที่ศักดิ์สิทธิ์และมีสถาบันกับผู้ช่วยเหลือ มุ่งเน้นที่ความจริงภายในซึ่งแตกต่างจากนักบวชโบราณที่อาจมุ่งเน้นไปที่กฎหมายศาสนาภายนอก (ชารีอะห์) มากกว่า นักบวชซูฟีจะเน้นที่ความจริงภายในด้วยประสบการณ์ที่อัศจรรย์ (ฮากีกอต) บวกกับการทำสมาธิ “muraqabah” พร้อมซิเกรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการตะเซาวุฟเพื่อเข้าถึงความรู้ศักดิ์สิทธิ์ (มาริฟัต) เช่นความรู้ในการเข้าใจสัจพจน์ ความเข้าใจถึงการมีอยู่ของพระเจ้าที่นิรันดร์ การบรรลุสัจธรรมในการสุญูดกราบพระเจ้าพระองค์เดียว

ท่านพี่โอ๊ค ยูเรเซีย (ท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย) ฮุก่มอย่างเป็นทางการ ท่านอาจารย์ซัยยิดพี่โอ๊คประกาศฟัตวา: อิสลามมีนักบวชที่มีศิยาม นักบวชอิสลามเรียกว่าอะไรที่ไม่ใช่ “อิหม่าม” ? ซึ่งท่านอาจารย์อิสลามมีร์ซาตอบว่าแท้จริงแล้วนักบวชอิสลามเรียกว่า “มุลลอฮ์” (มุลลาห์/มุลลาวี/มอว์ลาห์/เมาว์ลานา). ท่านพี่โอ๊คซัยยิดอิสลามมิรซาผู้เป็นเมาลานาได้เทศนาเกี่ยวกับการฟัตวาและการฮุก่มแจ่มแจ้ง อธิบายเรื่องการบวชอิสลามสุดแท้กระจ่าง โดยมีหลักเกณฑ์กฎข้อสำคัญที่ต้องคำนึงก็คือ คำว่า “บวช” แปลว่าการละทิ้งโลกมายาแล้วเข้าสู่ทางโลกสัจธรรม เข้าฌาน-ทำสมาธิบำเพ็ญตบะ-ละทิ้งสิ่งของนอกกาย ตัวตนที่แท้จริงไม่เกี่ยวกับเงินทอง ไม่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ไม่เกี่ยวกับวัตถุต่างๆที่ไม่ใช่ตัวตนทางกายภาพ ตัวตนที่แท้จริงมนุษย์เราแต่ละคนคือรูปร่างหน้าตาและจิตใจที่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยน้ำมือของมนุษย์ แน่นอนว่าทุกคนธรรมชาติล้วนถูกสร้างให้เกิดมาโดยพระเจ้า คนเราควรขยันหมั่นเพียรทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์และระลึกถึงการขอบคุณต่อพระเจ้าผู้สร้างโลก พระองค์สร้างชั้นฟ้าอวกาศจักรวาลและสรรพสิ่งต่างๆ ดังนั้นมุสลิมผู้มีเกียรติทุกท่านต้องยำเกรง และรำลึกถึงพระเจ้าด้วยญาณสำนึกที่ไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ พระเจ้าพระองค์เดียวภาษาอารบิกอ่านว่า “อัลลอฮฺ” แต่ไม่ว่าจะภาษาใดก็ตามแต่ พระเจ้าก็คือพระเจ้าผู้มีพลังมหาศาลเกินกว่าทุกสรรพสิ่ง พระองค์มีชีวิตอมตะอยู่วันยันค่ำ พระเจ้าไม่เดินบนพื้นโลก พระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าจินตนาการที่มนุษย์ไม่สามารถทึกทักมโนอุปโลกน์เอง สัจธรรมที่สูงส่งที่สุดก็คือพระเจ้าที่อยู่เหนือเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคนก็อย่าหลงผิดและยอมรับสัจธรรมที่แท้จริงที่สุดที่เหนือกว่าวิทยาศาสตร์ พระเจ้าคือผู้ที่ทำให้มวลชีวิตทั้งหลายทั้งปวงบังเกิดขึ้นมาได้ ความสับสนเกี่ยวกับสถานภาพของท่านอิสลามมีร์ซา (หรือที่รู้จักในชื่อพี่เจ้าชายโอ๊ค, Prince Oak Oakleyski) เกิดจากการใช้คําเรียกในเชิงเปรียบเทียบและการนําเสนอผ่านสื่อ โดยทั่วไปแล้วในศาสนาอิสลามไม่มี “ระบบอารามวาสี” ระบบนั้นก็คือระบบที่ตัดขาดจากโลกภายนอกและห้ามมีครอบครัว หรือระบบตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าแบบในบางศาสนา ระบบนักบวชทั่วไปที่ถือเพศพรตนั้นแต่งงานไม่ได้ ส่วนระบบอิสลามสามารถมีผู้นำทางจิตวิญญาณที่เป็นปรมาจารย์นักเทศน์ศาสนาพร่ำสอนให้ทุกคนเป็นคนดี โดยภาษาไทยอาจจะเรียกกันให้เข้าใจง่ายๆว่า “นักบวชอิสลาม” (ภาษาอังกฤษคือ Islamic cleric) ซึ่งเป็นบุคคลที่อุทิศตนเพื่อหนทางแห่งศาสนาของพระเจ้า หากเรามองโลกอย่างกว้างๆด้วยเชาวน์ปัญญา เราก็จะรู้ว่าทุกศาสนาที่แท้จริงล้วนมีนักบวชที่แตกต่างกันไป แน่นอนว่านักบวชอิสลามต่างจากศาสนาอื่นมากที่สุดเป็นพิเศษ นักบวชในที่นี้หมายถึงผู้นำทางศาสนา ไม่ใช่ในระบบนักบวชทั่วไปที่หมายถึงระบบอารามวาสี คนเราต้องแยกแยะประเด็นให้ถูกต้อง พระเจ้าไม่ได้สั่งให้อิสลามมีนักบวชตามความหมายทั่วไป (พระเจ้าไม่ได้สั่งให้มีระบบบวชแบบวัดวาอาราม) แต่ในความหมายอิสลามมีคำว่า “บวช” ที่หมายถึงการถือศีลอดและเข้าฌานขัดเกลาจิตใจแบบฉบับอิสลามซึ่งแตกต่างจากศาสนาอื่น ถ้าหากพวกเราจะอ้างอิงคำว่า “นักบวช” จากโองการอัลกุรอาน (ซูเราะห์ 57 อายะห์ 27) ตัฟซีรนั้นตีความได้ว่าหมายถึงนักบวชส่วนมากที่ฝ่าฝืน (ท่านนบีอีซามีสาวกกลุ่มใหญ่ที่บวชเกินขอบเขตบัญญัติศาสนา) ส่วนถ้าจะพูดถึงหะดิษที่ท่านนบีมูฮัมหมัดบอกก็แปลตรงตัวให้เข้าใจง่ายๆได้ว่า “ไม่มีระบบอารามวาสีในอิสลาม” หรือ “ไม่มีระบบภิกษุในอิสลาม” แต่หลายคนก็ยังสับสนความหมายของคำว่า “นักบวช” กับ “ภิกษุ” ซึ่งในความเป็นจริงเชิงอรรถศาสตร์คำศัพท์คำว่านักบวชไม่ได้แปลว่าพระ คนที่ผิดคือคนที่เข้าใจผิดเองที่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของภาษา หารู้ไม่ว่าสังกัดการบวชอิสลามในเชิงรหัสยนิยมเป็นความรู้ที่ลึกลับที่ประกอบไปด้วยรากฐานในการบวชในเดือนรอมฎอนอยู่ด้วย ท่านพี่โอ๊คซัยยิดอามีร์ซายูเรเซียก็เป็นรหัสยิกอิสลามผู้ลึกลับ ดังนั้น การเรียกท่านพี่โอ๊คว่าเป็นนักบวชอิสลาม เป็นการใช้คําเรียกตามความเข้าใจของบุคคลหรือสื่อ เพื่อระบุถึงสถานะผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาและผู้นําจิตวิญญาณ แต่ไม่ใช่ในความหมายของการละทิ้งชีวิตฆราวาส ทั้งนี้ทั้งนั้น นักบวชอิสลามถ้าแปลตรงตัวเป็นอารบิกคือ رجل دين إسلامي (rajul dīn islāmī)

ทําไม “ท่านพี่โอ๊ค” หรือ “ท่านอิสลามมีร์ซา” ถึงถูกเรียกว่านักบวช? การใช้คําเรียก (Term): ในสื่อต่างๆมีการใช้คําว่า “นักบวชอิสลาม” (Islamic Cleric) หรือ “มุลลอฮ์” (Mullah) เพื่อสื่อถึงสถานะผู้ทรงความรู้ทางจิตวิญญาณ. ตัวตนและการนําเสนอ: ท่านอิสลามมีร์ซา หรือ ท่านพี่โอ๊ค ถูกนําเสนอในฐานะผู้นําทางจิตวิญญาณ (Spiritual Leader) สายซุนนีซูฟี (Sunni-Sufi) และผู้สืบเชื้อสายทางสายเลือดของศาสดามูฮัมหมัด การใช้คําว่า “นักบวช” ในที่นี้จึงมักเป็นการแปล ความหมายเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายว่าเขาเป็น “ผู้เข้ารับอิสลามอย่างสมบูรณ์แล้วได้สถาปนาองค์กรทางศาสนา” และเป็น “ปรมาจารย์ผู้สอนศาสนา” ในเชิงจิตวิญญาณ ไม่ใช่การบวชแบบเข้าพิธีกรรมตัดทางโลก ฉะนั้นถ้าผู้ใดจะพูดถึงนักบวชของอิสลามก็ต้องแยะแยะให้ออกว่าแนวคิดหรืออุดมคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับนักบวชในศาสนาอิสลามนี้คำว่านักบวชหมายถึงปรมาจารย์ผู้นำทางศาสนา/ผู้นำทางจิตวิญญาณ ซึ่งมีอุดมการณ์คือการเผยแผ่ศาสนากับเผยแพร่สัจธรรมของพระเจ้า นี่แหละเป้าหมายที่แท้จริงของนักบวชอิสลามก็บวชในแบบฉบับอิสลามเพื่อพระเจ้าองค์เดียว วีถีนักบวชมุสลิม เจ้าชายผู้ศรัทธาแห่งยูเรเซีย “Amir al Muminin al Eurasia” (คำอ่านอารบิก: อมีรฺ อัล มุมินนีน อัล อูราซียา / อมีรุ้ลอูราซียา) คือชื่อทางศาสนาในอิสลาม (ศาสนนาม) ฉายาของท่านพี่โอ๊ค ชื่อจริงคือท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย แปลว่าเจ้าชายอิสลามยูเรเซีย ท่านอิสลามมีร์ซาคือเจ้าของนามสกุลยูเรเชียในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวมแล้ว ท่านพี่โอ๊คคือผู้บุกเบิกวัฒนธรรมซูฟียูเรเซียในเอเชีย เป็นวัฒนธรรมยูเรเซียแท้ที่สวยงาม และสนับสนุนการสักการบูชาพระเจ้าองค์เดียว

ในภาษาอาหรับ คำว่า เราะห์บานียะฮ์ (رهبانية) โดยหลักแล้วหมายถึงการพรต แต่มีความหมายสองระดับที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริบทการใช้งาน: ความหมายทางภาษาและศาสนา: การพรต/การบำเพ็ญเพียรอย่างสุดโต่ง; คำนี้มาจากคำว่า รอฮิบ (นักพรต) ซึ่งมาจากรากศัพท์ รอห์บะฮ์ (ความเกรงกลัว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกลัวพระเจ้า หมายถึงการปฏิบัติที่ถอนตัวออกจากโลก รักษาพรหมจรรย์ และละทิ้งความสุขทางโลกที่ถูกต้องตามกฎหมาย (เช่น การแต่งงานและการมีส่วนร่วมทางสังคม) เพื่อมุ่งเน้นไปที่การบูชาอย่างเต็มที่ ในคัมภีร์อัลกุรอาน (ซูเราะห์ อัล-ฮะดีด 57:27) อธิบายว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ “คิดค้น” โดยสาวกของท่านศาสดาอีซาด้วยความปรารถนาที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย “การบวชแบบอิสลาม”: ญิฮาดและการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง; ในประเพณีอิสลาม ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้กล่าวไว้อย่างมีชื่อเสียงโด่งดังว่า “ไม่มีการถือเพศพรตในอิสลาม” อย่างไรก็ตาม ความหมายเชิงเปรียบเทียบประการที่สองปรากฏอยู่ในหะดีษ ซึ่งระบุว่าญิฮาด (การต่อสู้ในหนทางของพระเจ้า) คือ “การบวชในแบบฉบับอิสลามของประชาชาตินี้” ในแง่นี้ ความพยายามทางกายและทางจิตวิญญาณของญิฮาดเข้ามาแทนที่แนวคิดของคริสเตียนเกี่ยวกับการถอนตัวออกจากโลกโดยสิ้นเชิง ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในโลกเพื่อเห็นแก่พระเจ้า อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

ท่านพี่โอ๊คมีวิชาชีพที่หลากหลาย นอกจากบทบาททางผู้นำทางศาสนา เขายังเป็นผู้อํานวยการสร้างหนังสือตำรา รวมถึงเป็นอาจารย์สอนอากีดะห์อิสลามกับภาษาอังกฤษด้วย ในหลักธรรมทางศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามที่อิหม่ามอัล-กาซาลีได้กล่าวไว้ มีการบวชถือศีลอด (ซอว์ม หรือ ศิยาม) สามระดับ ระดับสูงสุดที่ผู้ศรัทธาสามารถบรรลุได้คือ ซอว์ม คุซุส อัล-คุซุส (การถือศีลอดของสุดยอดแห่งสุดยอด) ในขณะที่การถือศ๊ลอดทั่วไปเน้นการงดเว้นทางกายภาพ ระดับสูงสุดนี้คือ “การถือศีลอดแห่งหัวใจ” ทั้งสามระดับมีนิยามดังนี้; การถือศีลอดธรรมดา (ซอว์ม อัล-อุมุม): ระดับพื้นฐานที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ เกี่ยวข้องกับการงดเว้นจากอาหาร เครื่องดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่รุ่งอรุณจนถึงพลบค่ำ. การถือศีลอดพิเศษ (ซอว์ม อัล-คุซุส): “การถือศีลอดของผู้ทรงคุณธรรม” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการระมัดระวังประสาทสัมผัสทั้งหมด ได้แก่ ตา หู ลิ้น มือ และเท้า จากการกระทำบาปหรือการละเมิดใดๆ. การถือศีลอดพิเศษยิ่งกว่า (ซอว์ม คุซุส อัล-คุซุส): ระดับสูงสุดที่อยู่ในวิถีการบวชอิสลามอย่างแท้จริง ที่ผู้ศรัทธาถือศีลอดด้วยหัวใจทั้งหมดของตน สิ่งนี้ประกอบด้วย:การอุทิศตนอย่างสมบูรณ์: การละทิ้งความกังวลทางโลกและความคิดทางโลกทั้งหมด เพื่อมุ่งเน้นไปที่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว. ความสงบทางจิตวิญญาณ: การรักษาสภาวะที่ไม่มีความคิดอื่นใดนอกจากพระเจ้าเข้ามาในจิตใจ. ความผูกพันกับพระเจ้า: การถือศีลอดจะถือว่า “ขาด” ในระดับนี้ หากหัวใจหมกมุ่นอยู่กับสิ่งอื่นใดนอกจากพระเจ้าหรือโลกหน้า รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับวิธีการละศีลอดเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน. ระดับสูงสุดนี้เป็นความปรารถนาของผู้ที่แสวงหาการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุด ซึ่งตามประเพณีแล้วมักเกี่ยวข้องกับศาสดา นักบุญหรือนักบวชอิสลามที่แท้จริง ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด (มุการ์รอบิน) การปฏิบัติที่เกี่ยวกับการบวชอิสลามอย่างลึกซึ้งก็มีแง่มุมที่เรียกว่า “มิติภายในของการบวชถือศีลอด” โลกมิติทางจิตวิญญาณนักบวชอิสลามที่มีข้อกำหนดของแต่ละระดับ นักบวชก็สามารถเลื่อนขั้นตามความสามารถของตนที่พระเจ้าได้ประทานพรสวรรค์ นักบวชอิสลามคือมุสลิมที่เป็นอุละมาอ์เช่นท่านพี่โอ๊ค-ท่านอิสลามมีร์ซาคืออิหม่าม/อิมามนอกมัสยิด ท่านอิสลามมีร์ซาคือผู้ทรงภูมิขั้นมีรฺ-อาลิมอุลามะซุนนีซูฟีที่บรรลุการบวชอิสลามอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ถือศีลอดอาหารเฉยๆ (ถ้าอดอาหารอย่างเดียวแต่ไม่ซิเกรขัดเกลาจิตใจภายในสู่ภายนอกก็ไม่ควรเรียกว่าบวช) อย่างไรก็ดี มุสลิมทุกท่านอาจเรียกการถือศีลอดอาหารว่า “บวช” การใช้คำศัพท์ไม่มีความลึกลับซับซ้อน แต่ความหมายที่มากกว่าผิวเผินลึกๆแล้วคำว่า “นักบวช” อิสลามไว้เรียกเฉพาะอุลามาอฺหรือมุสลิมชั้นสูง ยกตัวอย่าง ท่านอิสลามมีร์ซาก็คือนักบวชอิสลามซุนนีซูฟีชั้นสูงที่ได้สัมฤทธิ์การตะเซาวุฟลุล่วงเรียบร้อยแล้ว (บรรลุฌานมารีฟัตกับฮากีกอต) และสามารถตัดสินข้อเท็จจริงต่างๆด้วยกฎหมายอิสลาม (สามารถฮุก่มและวินิจฉัยข้อสรุปฟัตวาโดยพึ่งฐานชารีอะห์กับฟิกฮฺคัดกรอง) อะไรที่มุสลิมสามารถกระทำได้ก็คือสิ่งที่ฮาลาลซึ่งไม่ฮารามและไม่มักโระห์ การตรัสรู้แบบฉบับอิสลามเพื่อเข้าถึงญาณบรรลุฌาน “ฮากีกัต” ระดับสูงที่มีประกายรัศมีเปล่งแสงสว่างดั่งโหวงเฮ้งหน้าผากกว้างสวยสง่างามหลอมรวมกับฌานขั้นสุดท้าย “มารีฟัต” หรือมะอฺรีฟะฮ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาทิ การที่ท่านอิสลามมีร์ซาถูกพระเจ้ากำหนดมาให้มีหน้าตาหล่อเหลาธรรมชาติ โครงหน้าสมดุลแกนสมมาตรแบบท่านศาสดามูฮัมหมัด ไม่ศัลยกรรม มีหน้าตาเป็นอาวุธรูปธรรมกายภาพภายนอกสู่ภายใน ท่านอิสลามมีร์ซาทราบซึ้งในบุญคุณอันใหญ่หลวงที่พระเจ้าให้มาซึ่งความวิเศษในอิสลาม จึงได้สถาปนาคำบัญญัติอาเทศโดยใช้ชื่อทางศาสนา ศาสนนามตัวตน “ท่านพี่โอ๊ค ยูเรเซีย” หรือ “Prince of Eurasia” คือสิ่งวิเศษ ไม่ใช่นามบุคคลธรรมดา แต่เป็นซูฟีตอรีกัตที่ถูกกำเนิดขึ้นมาระหว่างช่วงการบรรลุธรรมขั้นสูงของท่านอิสลามมีร์ซา ยูเรเชีย ซึ่งได้รับพรจากพระเจ้า พระเจ้าให้ท่านอิสลามมีร์ซาเป็นบ่าวของพระองค์เพื่อเผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่สัจธรรม ซึ่งพระองค์ก็กำหนดกอฎอ-กอดัรไว้ล่วงหน้าก่อนที่ท่านอิสลามมีร์ซาบรรลุญาณด้วยซ้ำ ก่อนที่ Mystic Emperor Oakley Papa Islammirza ประสูติขึ้น นักบวชอิสลามทุกท่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือหน้าตากับผิวพรรณดีมีนูรสง่าราศีสว่างไสวที่คนปกติไม่มีหรืออาจมองไม่เห็นออร่าของมุลลาฮ์

ประเด็นอิสลามที่น่าสนใจอีกหัวข้ออย่าง “ฮุกุ่ม 5” หรือ “Ahkam al-Khamsah” ซึ่งเป็น กฎ 5 ประการตามหลักศาสนาอิสลาม ที่แบ่งประเภทของกฎหมายอิสลาม (ชะรีอะฮ์) ที่มีต่อการกระทำของมุสลิม ออกเป็น 5 ประเภท จำแนกอย่างละเอียดเป็นข้อย่อย ได้แก่ ข้อแรก: วุญูบ/วาญิบ (wajib) คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เช่น การดำรงไว้ซึ่งการละหมาดห้าเวลาในแต่ละวัน-ทุกวันอย่างตลอดชีพ และการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน. ข้อสอง: อิสติฮ์บาบ/มุสตะฮับ (mustahabb) คือสิ่งที่แนะนำให้ทำ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องทำ แต่ถ้าทำก็จะได้รับผลบุญ เช่น การถือศีลอดในวันจันทร์และวันพฤหัสที่ไม่ใช่ในเดือนรอมฎอน. ข้อสาม: หุรมัต/ฮาราม (haram) คือสิ่งที่ต้องห้ามทำ เช่น การดื่มสุรา และการบริโภคสิ่งมึนเมาอื่นๆ. ข้อสี่: กะรอฮัต/มักโระห์ (makruh) คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเผลอทำก็ไม่บาป เช่น การกินกระเทียมซึ่งทำให้มีกลิ่นปากแรงก่อนเข้ามัสยิด และการใส่เสื้อสีแดงล้วนหรือสีแสดแซฟฟรอน. ข้อห้า: อิบาฮะห์/มูบาห์ (mubah) คือสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้ เช่น กระบวนการค้นคว้าวิจัยและผลิตนวัตกรรมใหม่ๆที่ทันสมัย การใช้ภาพยนตร์สารคดีเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ลงรอยกับโลกยุคดิจิทัลปัจจุบันเพื่อการศึกษา การบุกเบิกก่อตั้งปรัชญาทางโลกสู่ทางธรรมที่ไม่ใช่อุตริกรรม และการเล่นต่างๆเพื่อความสุขสำราญเพลิดเพลินใจหรือการเล่นเกมสนุกสนานที่ไม่เข้าข่ายบาป และมุมมองไลฟ์สไตล์อย่างเช่นวัฒนธรรมแต่ละเชื้อชาติ และขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องศาสนา เป็นต้น